มันเกิดขึ้นเมื่อ ไม่กี่วันที่แล้ว โดนเรียกชื่อหน้าเสาธง  พร้อมๆกับเพื่อนอีก 33 คน และรุ่นน้องอีก 1 คน

ในใจคิดไว้แล้วว่าซวยแล้วไงสงสัย ไปทำอะไรไว้แล้วโดนเรียกขึ้นปกครองแน่ๆเลย แต่พอฟังไปอีกนิดได้ยินคำ

 ว่าโครงการพิซ่า พิซ่าคืออะไรหว่า? ให้เราไปเรียนทำพิซ่าหรอ ในที่สุด ตอนสายๆของวันนั้รก็ได้คำตอบว่า

โครงการพิซ่าคืออะไร

 

พิซ่า คือ การประเมินผลนักเรียนนานาชาติ OECD/PISA

องค์กรความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกว่า OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) เป็นองค์กรหนึ่งที่มีความสำคัญระดับโลก สมาชิกกลุ่มแรกประกอบด้วยประเทศในยุโรปที่พัฒนาทางเศรษฐกิจ ต่อมาได้ขยายออกรับสมาชิกซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจดีนอกยุโรป ในเอเซียมีเพียงสองประเทศที่เป็นสมาชิก OECD คือเกาหลีและญี่ปุ่น ส่วนจีนได้แสดงความต้องการเข้าเป็นสมาชิกอยู่ แต่ยังไม่ได้ถูกรับเข้าเป็นสมาชิก และประเทศไทยเอง ก็มีความสนใจอยากจะเข้าเป็นสมาชิกอยูด้วย จึงถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประเทศไทยจะต้องติดตามความเคลื่อนไหว และร่วมกิจกรรมของขององค์กรนี้ เพื่อจะทราบข้อมูลว่าประเทศไทยมีการพัฒนาเข้าใกล้มาตรฐานของ OECD หรือไม่ อย่างไร

แม้ว่า OECD จะเป็นองค์กรเพื่อความร่วมมือและพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ก็ยึดถือข้อตกลงเบื้องต้นว่า การพัฒนาทางการศึกษานำไปสู่ความสำเร็จของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ OECD จึงให้ความสำคัญกับตัวบ่งชี้ผลการจัดการศึกษา และได้นำเสนอข้อมูลให้ประเทศสมาชิกเห็นข้อเปรียบเทียบด้านทรัพยากรการเงิน การลงทุนทางการศึกษา และผลของการดำเนินการ หรือผลตอบแทนของการลงทุนทางการศึกษาตลอดมาเป็นเวลานับสิบปีมาแล้ว

เมื่อเร็วๆนี้ OECD ได้เริ่มโครงการประเมินผลการจัดศึกษาของประเทศสมาชิก ภายใต้ชื่อโครงการ Programme for International Student Assessment หรือ PISA โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินว่านักเรียนที่จบการศึกษาภาคบังคับ (ซึ่ง ถือเป็นข้อตกลงเบื้องต้นคือ เยาวชนอายุ 15 ปี เพราะโดยทั่วไป เยาวชนวัยนี้คือวัยที่กำลังจะจบการศึกษาภาคบังคับ) จะได้รับการเตรียมพร้อมความรู้และทักษะ ที่จำเป็นสำหรับการเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคต และมีส่วนร่วมสร้างสังคมได้หรือไม่ เพียงใด

จุดเด่นของ PISA ได้แก่ การประเมินที่มองไปถึงชีวิตในอนาคต ไม่ใช่การประเมินตามเนื้อหาในหลักสูตรที่เรียนกันอยู่ในปัจจุบัน และเป็นการประเมินต่อเนื่อง โดยจำแนกเป็น 3 ระยะ ๆ ละ 3 ปี จุดเน้นของ PISA คือการประเมิน การรู้เรื่อง (Literacy) โดยยึดหลักการสำคัญ คือ ต้นแบบของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเน้นที่ ความรู้และทักษะใหม่ ที่จำเป็น เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงซึ่งนักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างจากโรงเรียน แต่เพื่อให้เป็นผู้เรียนสามารถรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง การศึกษาจึงต้องให้ “ฐานราก” ที่มั่นคง

PISA ถือเอาวิชาที่เป็นหัวใจของการพัฒนาสามวิชา คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเพิ่มเติมด้านทักษะที่ต้องใช้ในกระบวนการการเรียนรู้ คือ การแก้ปัญหา แต่ PISA ไม่ได้ประเมินเนื้อหาตามหลักสูตรในโรงเรียน หากแต่ประเมิน การรู้เรื่อง (Literacy) ในด้านต่างๆ ทั้งสาม

โครงการ PISA เป็นโครงการระยะยาว ต่อเนื่อง 9 ปี เป็นอย่างน้อย การสำรวจระยะแรก (ค.ศ. 2000) เน้นด้านการอ่าน ระยะที่สอง(ค.ศ. 2003 ) เน้นด้าน คณิตศาสตร์ และการแก้ปัญหา ส่วนระยะที่สาม (ค.ศ. 2006) เป็นการสำรวจด้านวิทยาศาสตร์

แม้ว่าจะมีการศึกษาการประเมินผลนานาชาติที่เรียกว่า TIMSS มาแล้วก็ตาม แต่ TIMSS ถูกออกแบบมาเพื่อบอกผลการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนระดับต่างๆ หรือกล่าวได้ว่า TIMSS มองผลตามหลักสูตรปัจจุบัน ข้อสอบของ TIMSS จึงถามความรู้ในเนื้อหาวิชาตามหลักสูตร แต่ PISA มองอนาคต ข้อสอบส่วนใหญ่ของ PISA จึงถามเรื่องการใช้ความรู้และกระบวนการที่ต้องใช้ในการดำรงชีวิตมากกว่า

ข้อสอบ TIMSS ส่วนมากเป็นข้อสอบที่มีคำตอบเดียว มีประมาณ 8% เท่านั้นที่ต้องเขียนตอบสั้นๆ ที่แน่นอน แต่ข้อสอบ PISA ส่วนมากเป็นคำตอบที่สามารถเขียนตอบได้หลายแบบ ความถูกต้องของคำตอบไม่ขึ้นกับเนื้อหาแต่ขึ้นอยู่กับเหตุผลที่ใช้ อธิบาย ข้อสอบ PISA ประมาณ 35% เป็นข้อสอบที่ต้องการคำตอบที่มีการอธิบาย

หลักสำคัญของ PISA คือการประเมิน การรู้เรื่อง (Literacy) ซึ่งเน้นที่ ความรู้และทักษะที่จำเป็น เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลง เพราะถือว่านักเรียนไม่สามารถเรียนรู้ทุกอย่างจากโรงเรียน แต่การศึกษาต้องให้ “ฐานราก” ที่มั่นคง เพื่อให้เป็นผู้เรียนสามารถรู้ตลอดชีวิตอย่างต่อเนื่อง PISA ถือว่าวิชาที่เป็นตัวแทนของการวาง “ฐานราก” ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์ เท่านั้น

การรู้เรื่องการอ่าน (Reading literacy) มีความหมายมากกว่าการอ่านหนังสือและเข้าใจความหมายของคำ แต่ยังรวมไปถึง ความสามารถติดตามความหมาย การคิดย้อนกลับและสะท้อนว่าเข้าใจถึงจุดประสงค์ของการเขียน เข้าใจว่าเขียนสำหรับให้ใครอ่าน (หรือผู้เขียนต้องการส่งข่าวสารให้ใคร) ให้รู้ว่าผู้เขียนใช้ภาษาอย่างไรในการนำข่าวสารไปสู่ผู้อ่าน และอิทธิพลที่มีต่อผู้อ่าน และรวมถึงความสามารถในการตีความจากโครงสร้างของเรื่องหรือจากลักษณะเด่นของการเขียน (เช่น การให้ข้อมูลที่ตรงไปตรงมา เปรียบเทียบ ชมเชย หรือประชดประชัน ฯลฯ) การรู้เรื่องด้านการอ่านนี้ แสดงว่ามีความรู้และศักยภาพที่จะมีส่วนในการสร้างสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ

การรู้เรื่องคณิตศาสตร์ (Mathematics literacy) มีความหมายมากกว่าการคิดเลขและการทำโจทย์ การรู้จักรูปคณิตศาสตร์ หรือการจัดการข้อมูล แต่หมายรวมถึงรู้ขอบเขตและข้อจำกัดของแนวคิดคณิตศาสตร์ สามารถติดตามและประเมินข้อโต้แย้งเชิงคณิตศาสตร์ เสนอปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ เลือกวิธีการนำเสนอสถานการณ์เชิงคณิตศาสตร์ และสามารถตัดสินปัญหาบนพื้นฐานของคณิตศาสตร์ เพื่อแสดงว่าเป็นประชากรที่มีความคิดสร้างสรรค์และรอบคอบ
การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) ตามความหมายของ PISA หมายถึงการรู้กระบวนการ (Process) การรู้แนวคิดและสาระเนื้อหา (Concepts and Content) และรู้จักการใช้ความรู้วิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคม ในสื่อมวลชน และตัดสินใจประเด็นของโลกที่เกี่ยวข้องกับตัวเองทั้งในปัจจุบันและอนาคต

แบบทดสอบ ของ PISA เป็นข้อสอบที่นักเรียนต้องเขียนตอบ ข้อสอบไม่ถามเนื้อหาสาระตามหลักสูตร แต่จะให้ข้อความที่นักเรียนต้องอ่าน คิดวิเคราะห์ แล้วตอบคำถาม บางข้อจะมีจะมีคำตอบเป็นตัวเลือก แต่คำถามส่วนใหญ่เป็นคำถามเปิด นักเรียนต้องสะท้อนความคิดของตนเองออกมาเป็นคำตอบ มากกว่าการพูดซ้ำในสิ่งที่ได้อ่านหรือเพียงแต่ถ่ายเทเอาสิ่งที่เคยรับรู้ออกมาเท่านั้น การให้คะแนนคำถามประเภทนี้จะขึ้นกับการใช้เหตุผลของการตอบ คำตอบที่ไม่เหมือนกันอาจได้คะแนนเต็มเหมือนกันได้ ถ้าหากเหตุผลที่ให้สอดคล้องหรือให้คำอธิบายได้สมเหตุสมผล

นี่คือกรอบความคิดใหม่ของการวัดและประเมินผลที่เกิดจากการศึกษา ทั้งในแนวคิดด้านผลที่ต้องการใช้เป็นตัวบอกประสิทธิภาพของการศึกษา ทั้งวิธีการเขียนและตรวจข้อสอบที่ไม่เหมือนวิธีปฏิบัติอยู่โดยทั่วไปที่ข้อสอบต้องมีคำตอบเดียว และถามเพื่อให้นักเรียนคายเอาความรู้ที่อัดไว้ออกมา โดยไม่ต้องใส่ความคิด การแปลความหรือความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ขอเพียงให้มีเนื้อหาวิชามาตอบก็เพียงพอแล้ว

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นสมาชิกของ OECD แต่ก็มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการนี้ เมื่อ OECD/ PISA ได้เริ่มดำเนินการไประยะหนึ่ง ประเทศต่างๆ ที่ไม่ใช่สมาชิกของ OECDรวมทั้งประเทศไทยด้วย ได้แสดงความสนใจและขอเข้าร่วมโครงการประเมินครั้งนี้ด้วย เพื่อตอบสนองความสนใจนี้ OECD จึงได้ตั้งโครงการขนานขึ้นเรียกว่า PISA Plus สำหรับประเทศที่ไม่ใช่สมาชิก และเข้าร่วมโครงการช้ากว่าประเทศที่ดำเนินการล่วงหน้าไปแล้ว ทั้งนี้โดยมีข้อกำหนดว่าจะต้องดำเนินการวิจัยแบบเดียวกันกับ PISA อย่างเคร่งครัด เพื่อจะได้นำผลไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกันได้

นักเรียนไทยไม่เคยชินกับข้อสอบในลักษณะนี้
ถึงสองประการด้วยกัน คือ 1) การเขียนตอบหรือให้คำอธิบายยาว ๆ และ 2) การที่ต้องตีความ คิด วิเคราะห์ และสะท้อนเอาความคิดหรือปฏิกริยาของตนที่ตอบสนองต่อข้อความที่ได้อ่าน หรือข้อมูลที่ให้มา สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่เคยปรากฏในการสอบของประเทศไทย จึงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่านักเรียนคงแสดงผลออกมาได้ไม่ดีนัก นี่คือความจริงที่ต้องยอมรับอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ไทยจะได้รับจากการวิจัยนี้ ไม่ใช่ ลำดับที่หรือคะแนนเฉลี่ยเทียบกับประเทศอื่น ๆ บนสเกลนานาชาติ หากแต่ผลการวิจัยจะทำให้ทราบจุดเน้นและตัวชี้วัดในการเตรียมประชากรในอนาคตที่ประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจให้ความสำคัญ และจะได้ทราบว่าประเทศชาติได้เตรียมความพร้อมของประชาชนในอนาคตได้เพียงพอหรือไม่ หรือมีประเด็นใดที่เราจะต้องรีบดำเนินการปรับปรุง เพื่อให้ประชากรของชาติเทียมทันและมีสมรรถนะพอที่จะแข่งขันได้ในอนาคต นอกจากนี้ เรายังได้เห็นวิธีการประเมินผลการศึกษาที่แตกต่างจากวิธีเดิม เช่นการประเมินผลที่มองอนาคตมากกว่ามองเนื้อหาสาระตามหลักสูตรปัจจุบัน

ผลการประเมินจะสามารถให้ข้อมูลพื้นฐานสำหรับการวิเคราะห์เชิงนโยบาย เพราะนอกจากจะบอกถึงคุณภาพการศึกษาไทยในการเตรียมประชากรเพื่ออนาคต แล้วยังบอกความสัมพันธ์ระหว่างสมรรถนะของนักเรียนกับตัวแปรต่างๆ ได้แก่ ลักษณะนิสัย เจตคติ และการควบคุมตัวเองในการเรียนของนักเรียน ลักษณะของครอบครัว สถานะภาพทางเศรษฐกิจและสังคม ทรัพยากรของโรงเรียน การจัดการในโรงเรียน และการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ผู้ปกครองและชุมชน ฯลฯ และประการสำคัญคือ โครงการนี้จะสามารถติดตามแนวโน้มของผลการจัดการศึกษาได้ เนื่องจากเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาว

เป็นที่หวังกันว่าผลของ PISA จะสามารถบอกผลของการศึกษาที่มีต่อประสิทธิภาพและคุณภาพของประชาชนสำหรับการอยู่ในสังคมในอนาคต ดังนั้นผลการวิจัยของโครงการนี้ อย่างน้อยก็พอจะบอกได้ว่า ระบบการจัดการศึกษาดีพอที่จะวางพื้นฐานให้แก่ประชาชนในอนาคตหรือไม่ เพียงใด

ที่มา : http://www.ipst.ac.th/pisa/index.html

 

โอ้โน้ว !!! อะไรมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น  ทำไมซื้อหวยไม่เห็นจะถูกยังนี้เลย โชคดีหรือโชคร้ายนะนี่ที่โดนไปสอบ

งานก็เยอะ ไม่มีเวลาอ่านสอบเลย แล้วอาจารย์ก็แข่งกันให้งานซะจริง

นี่เป็นบทสนทนาระหว่างมิวกับตง ผู้บอกให้เรามองโลกในแง่ดี

มิว : ตงเค้าโดนสุ่มสอบพิซ่าอะ

ตง: มองโลกในแง่ดีสิวะ คิดซะว่า แกโนคัดเลือกเป็นตัวแทนของโรงเรียนไปสอบสิวะ 

มิว: -_-'' มองโลกในแง่ดี

 

edit @ 3 Aug 2009 21:44:53 by MewNoiZz*

Comment

Comment:

Tweet

big smile

#5 By (27.55.129.39|27.55.129.39) on 2014-07-17 10:28

big smile

#4 By (27.55.129.39|27.55.129.39) on 2014-07-17 10:27

<a href="http://blvosiypzoldhlt.com">zxddxolsbtudmzp</a> http://fpbpddjnfyjnqqx.com [url=http://onjyxigbfrrlglf.com]oozdllqidwwmwuz[/url]

#3 By ymbzzqjuoh (94.102.52.87) on 2010-06-14 10:39

ของใหม่

#2 By download mp3 (117.47.223.92) on 2009-08-22 16:03

แจ่มจริง

#1 By kitchenaid (117.47.223.92) on 2009-08-22 15:59